ประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทง“ประเพณีลอยกระทง”  เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น การลอยกระทงนิยมทำกันในวันเพ็ญ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี อันเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองขึ้นสูงและอากาศเริ่มเย็นลง ตามพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

ประวัติวันลอยกระทง

นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำกระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตามสายน้ำไหล ในหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน”

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า “ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง”

(เรื่องจาก : SNOOK GURU)

(ภาพจาก : Internet)

เรือของชาวสยาม

เรือสยาม“เรือของชาวสยาม”

ชาวสยามในที่นี้หมายถึงคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ราบลุ่มในภาคกลางประเทศไทย ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่ราบลุ่มเต็มไปด้วย หนอง คลอง บึง น้ำท่วมนานหลายเดือนในแต่ละรอบปี เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นอุปสรรคของการมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป็นชุมชนเมือง แต่ชาวสยามเลือกมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ในลักษณะนี้และใช้ความชาญฉลาดปรับปรุงอุปสรรคนั้นให้มาเป็นประโยชน์ในการมีชีวิต รวมทั้งปรับตัวให้มีความสุขกับสิ่งแวดล้อมแบบนั้น กลายเป็นคนเมืองน้ำ พัฒนาสร้างสรรค์ชุมชนคนเมืองน้ำใหญ่น้อยขึ้นมากมาย และเมื่อราว ๒-๓ ศตวรรษก่อน ชุมชนคนเมืองน้ำของชาวสยามบางแห่งมีขนาดใหญ่ระดับมหานครมีประชากรอาศัยนับแสนคน เช่นพระนครศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานคร เรื่องนี้เป็นหลักฐานของภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่อีกเรื่องหนึ่งของชาวสยาม และเป็นเหตุผลสำคัญที่พระนครศรีอยุธยาได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกในฐานะเป็นชุมชนคนเมืองน้ำที่น่าศึกษาของโลก
ชุมชนคนเมืองน้ำต้องมีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ เช่น สร้างบ้านเรือนลอยน้ำอยู่บนน้ำ (เรือนแพ) ขุดคลองเล็กคลองน้อยเชื่อมต่อกันใช้เป็นทางสัญจรแทนถนน ใช้เรือค้าขายรวมตัวกันเป็นตลาดน้ำ สร้างสรรค์เรือรูปแบบต่างๆ ขึ้น มีวัฒนธรรมและการบันเทิงพันพัวกับสายน้ำที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค การแข่งเรือประเพณีลอยกระทง และเรื่องอาหารการกินต่างๆ ที่หาได้จากทุ่งและลำน้ำ
ว่ากันด้วยเรื่องการสร้างสรรค์เรือขึ้นใช้ของชาวสยามคนเมืองน้ำ
เส้นทางน้ำในภาคกลางประเทศไทยมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติรวมทั้งขุดขึ้นโดยมนุษย์ มีหลักฐานว่าการขุดคลองเชื่อมโยงต่อกันในภาคกลางประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งต้นสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคลองลัดแม่น้ำ ทำให้เส้นทางน้ำของภาคกลางประเทศไทยเชื่อมโยงต่อกันได้เป็นตารางคล้ายใยแมงมุม เรือจึงเป็นพาหนะสำคัญในกิจกรรมต่างๆ เช่น ใช้ลำเลียงสินค้า ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้เดินทางติดต่อ ใช้ประกอบพิธี ใช้ทำสงคราม  ใช้ในพิธีกรรมและพิธีการต่างๆ เป็นต้น การสร้างสรรค์เรือจึงต้องสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับภารกิจต่างๆ ตามไปด้วย เช่น เรื่อเพื่อใช้ติดต่อค้าขายก็ต้องมีขนาดใหญ่ ท้องเรือกว้างใช้สำหรับบรรทุกสินค้า ส่วนเรือที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือ เรือขนาดเล็กใช้พายไปมาได้เร็วว่องไว ส่วนเรือที่ใช้ในราชสำนักหรือสำหรับชนชั้นสูงก็ต้องสวยงามมากขึ้นไปอีก ด้วยการสลักลวดลายปิดทองประดับกระจกเป็นต้น อีกทั้งยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้การสร้างสรรค์เรือมีรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น แต่เดิมนิยมใช้เรือที่ขุดจากซุงไม้ขนาดต่างๆ แต่เมื่อได้เห็นเทคนิคการสร้างสรรค์เรือจากโลกภายนอก โดยเฉพาะจากชาวจีนและชาวตะวันตกด้วยการนำแผ่นไม้มาประกอบกันคือ เรือต่อ ทำให้ท้องเรือมีขนาดกว้างใหญ่มากกว่าเรือขุด บรรทุกคนและสินค้าได้มากขึ้น จึงนำเทคนิคนั้นมาปรับใช้ให้เป็นเรืองของตน
(เรื่องจาก : หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ )
(ภาพจาก : ภาพวาดรูปเรือหลวงครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ราชทูตฝรั่งเศสคือ ม.เดอ ลาลูแบร์บันทึกไว้
คือ Du Royaume de Siam เมื่อครั้งเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ รูปจากหนังสือ Du Royaume de Siam โดย S. de La Loubère 1691)

เครื่องเบญจรงค์

เครื่องเบญจรงค์“เครื่องเบญจรงค์”

เครื่องเบญจรงค์ เป็นเครื่องปั้นเคลือบที่ เขียนลายโดยวิธีลงยา (enamel) เป็นงานที่เกิดขึ้น ในประเทศจีน เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ใน รัชสมัยจักรพรรดิซวนเต๊อะ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๖๙-๑๙๗๘) ราชวงศ์หมิง มีการผลิตครั้งแรกในแคว้นกังไซ มณฑลเจียงซี (ที่ไทยเรียกว่า กังไส) และพัฒนาต่อมาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในรัชสมัยจักรพรรดิเฉิงฮั่ว (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๐๘-๒๐๓๐) การเขียนลาย โดยวิธีลงยาดังกล่าว ใช้สีตั้งแต่ ๓ สีขึ้นไป มีชื่อเรียกในภาษาจีนต่างๆ กัน ส่วนที่เรียกว่า เบญจรงค์ เป็นการเรียกตามแบบไทย ในความหมายตามคำเรียกหมายถึง การเขียนลวดลายลงบนงานที่ผลิตด้วยสี ๕ สี โดยทั่วไปเป็นสีดำ สีขาว สีเหลือง สีแดง และสีเขียว (หรือสีคราม) ในรัชสมัยจักรพรรดิวั่นลี่ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๑๖ -๒๑๖๒) มีการผลิตเครื่องเคลือบแบบเบญจรงค์มากที่สุด การผลิตทำติดต่อมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง (ปกครองประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. ๒๑๘๗-๒๔๕๔)

ความสวยงามของเครื่องเคลือบเบญจรงค์ ทำให้เป็นที่ต้องการของคนไทย จึงมีผู้สั่งทำ เครื่องเคลือบชนิดนี้จากจีน โดยกำหนดรูป ภาชนะเป็นแบบไทย เขียนลายเป็นตัวอย่างลงบน ภาชนะแบบต่างๆ ส่งเป็นตัวอย่างให้ช่างจีนเขียน ลวดลาย กำหนดสีตามความนิยมของคนไทย เครื่องเคลือบเบญจรงค์ที่ทำจากจีน จึงให้ความ รู้สึกในความเป็นของไทย ยิ่งกว่าเครื่องเคลือบจีน ชนิดอื่นๆ แต่ช่างจีนซึ่งไม่คุ้นเคยกับลวดลายแบบ ไทย การเขียนจึงไม่เป็นไปตามแบบที่ต้องการ แม้กระนั้นก็ยังเป็นที่นิยมของคนไทยในสมัยนั้น

เครื่องเบญจรงค์ชนิดที่มีความละเอียด มีความประณีตในการผลิต น่าจะสั่งเข้ามา เพื่อใช้ในราชสำนัก หรือเจ้านายข้าราชการชั้นสูง มักผลิตจากแหล่งจิ่งเต๋อเจิ้น ใกล้เมืองหลวงจีน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง และมีฝีมือดี ส่วนชนิดที่รองลงมา มักสั่งทำจากแหล่งผลิตในมณฑลฝูเจี้ยน และมณฑลกวางตุ้ง

เป็นที่คาดกันว่า ในช่วงที่เครื่องเคลือบแบบเบญจรงค์ เป็นที่นิยมกันในสมัยอยุธยานั้น ไทยน่าจะสั่งเครื่องเคลือบ โดยให้เคลือบรองพื้นเป็นสีขาวสีเดียว เพื่อให้ช่างไทยเขียนลวดลายตามต้องการ แล้วส่งกลับไปให้ช่างจีนตกแต่งลงยา แล้วเผาอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้น่าจะทำเฉพาะงานที่ ต้องใช้ในราชสำนักหรือเจ้านาย หรือผู้มี สถานภาพสูงทางสังคมเท่านั้น

เครื่องเบญจรงค์อีกชนิดหนึ่งคือ เบญจรงค์พื้นดำ เริ่มทำขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน ในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๐๕-๒๒๖๕) ราชวงศ์ชิง เครื่องเบญจรงค์พื้นดำ ไทยสั่งทำตามรูปแบบ และลวดลาย ที่เคยผลิตแต่เดิมจากจีนเช่นเดียวกัน และได้รับความนิยมแพร่หลายมาก รวมทั้งเครื่องเบญจรงค์พื้นสีนวลคล้ายสีครีม ซึ่งเริ่มทำครั้งแรก ในรัชสมัยจักรพรรดิยงเจิ้ง (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๖๖-๒๒๗๘) ก็ได้รับความนิยม และสั่งให้ผลิตตามแบบและลวดลายไทยเข้ามาใช้ด้วย

(เรื่องจาก : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๑ / เรื่องที่ ๕ เครื่องปั้น / เครื่องเบญจรงค์)

(ภาพจาก : บุญญรัตน์ เบญจรงค์)

จิตกรรมวัดภูมินทร์

ภาพจิตกรรมวัดภูมินทร์

ภาพจิตกรรมวัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง อยู่ในตัวเมืองน่าน สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2139 มีลักษณะเด่นเห็นได้ชัด คือ พระอุโบสถมีบันไดนาคด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ดูเหมือนพญานาคสองตัวเลื้อยขนาบอยู่ ทางสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นพระอุโบสถและพระวิหารในหลังเดียวกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่าทรงจตุรมุข มีจั่วสี่ด้าน เหมือนกับไม่มีด้านใดเป็นด้านหน้า ด้านหลัง

ภายในยังมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหลังชนกัน ปัจจุบันมีการสร้างองค์พระจำลองให้ปิดทอง วัดนี้เคยมีรูปอยู่บนธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ฮูปแต้มไทลื้อ

จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารมีลักษณะแปลกแตกต่างไปจากวิหารอื่นๆ เนื่องจากบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ใช่เล่าเฉพาะเรื่องชาดก และการแต่งกายก็วาดตามแบบพื้นเมือง ไม่ได้วาดอย่างตัวละคร คติโดยทั่วไปเป็นตามแบบชาวไทลื้อ มีการอยู่ข่วงที่พ่อแม่ให้หนุ่มสาวได้พบกันในช่วงที่ปั่นฝ้ายที่ชานบ้าน

ผู้เขียนภาพฝาผนังในวัดภูมินทร์นั้นเป็นคนเดียวกับที่เขียนภาพในวัดหนองบัว นั่นคือ หนานบัวผัน เป็นชาวไทลื้อ เขียนขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2410-2431 จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพฝาผนังทั้งสองวัดจึงมีคติไปทางเดียวกัน และฝีมือก็เทียบเคียงกันได้ ทั้งนี้มีภาพร่างในปั๊บสา (สมุดไทย) ที่วัดหนองบัวด้วย

ผ้าทอในฮูปแต้ม

ขอใช้คำว่าฮูปแต้ม จะได้บรรยากาศพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม คำว่า “จิตรกรรมฝาผนัง” คงจะทับมาจากคำว่า mural ในภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้กันติดปากทั่วไป

 

ภาพที่แสดงอยู่นี้ เป็นจิตรกรรมฝาผนังด้านตะวันออก มีหญิงสาวนุ่งผ้าซิ่นกันหลายคน ตัวซิ่นเป็นลายน้ำไหลแบบโบราณ คือทอเป็นแถบคั่น มีลายเป็นเส้นคล้ายเส้นประอยู่ตรงกลาง ตีนซิ่นสีแดงดำ มีหางสะเปาเห็นชัดลากลงไปจนสุดชายซิ่น (คำว่า ชาย ก็เหมือน ตีน, แต่ศัพท์ทอผ้า นิยมเรียก ลายชายผ้า ว่า ตีน ส่วนคำว่า ชายผ้า ก็คือ สุดริมผ้า) สาวคนที่สอง ด้านขวา ตีนซิ่นไม่มีลายอย่างคนอื่น ไม่ทราบว่าเป็นอะไร

ช่างได้วาดชายพกที่เอวเอาไว้เห็นชัด ดูสวยงาม สังเกตให้ดี ขอบเอวเป็นสีแดง เรียกว่าหัวซิ่น เป็นส่วนที่ไม่มีลวดลาย ช่างวาดได้อย่างประณีต เก็บรายละเอียดอย่างดี

สาวคนแรกในกลุ่มด้านขวา มีลายจกอยู่ตรงกลางซิ่น ส่วนสาวคนสุดท้าย ตรงลายน้ำไหลเน้นสีดำ ต่างกับคนอื่นที่เป็นสีแดง ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แต่แสดงถึงความหลากหลายและความพิถีพิถันของคนวาด

หญิงสาวทั้งหมดเจาะหูใหญ่ ใส่ม้วนทอง เกล้ามวยด้วย

อ้างอิง

  • ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ นิราศเมืองหลวงพระบาง อ้างอิงจาก หนังสือ เมืองน่าน Muang Nanหนังสือนำชมในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จังหวัดน่าน วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 กรมศิลปากร จัดพิมพ์
  • อ่านเพิ่มเติมเรื่องประวัติของภาพฝาผนังวัดภูมินทร์ และวัดหนองบัว ได้จากhttp://www.nanartgallery.com/artist_hnanbuwpan01.html
  • ภาพวัดภูมินทร์ จาก http://www.hunsatour.com/NORT/nan/nan28.php
  • ดูภาพเพิ่มเติม ที่ http://www.thai-tour.com/thai-tour/North/Nan/data/place/pictures_watphumin.htm บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ธ.วั ช ชั ย

 

สีสันประเพณี

ประเพณีแห่กระธูป “งานแห่กระธูป”   ประเพณีโฮมบุญออกพรรษาแห่งเดือนตุลาคม ในช่วงออกพรรษา ชาวพุทธมักมีความเชื่อที่จะถวายการสักการะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังเสด็จกลับลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จากการเทศน์โปรดพุทธมารดา ในกาลนี้ ชาว อ. หนองบัวแดง จ. ชัยภูมิ จะทำต้นกระธูปด้วยการนำธูปไปพันด้วยกระดาษสีให้เป็นลวดลายต่างๆ แล้วประกอบเป็นต้นไปร่วมสมโภชน์ยังวัดต่างๆ เพื่อเป็นพุทธบูชา

กระธูป ถือเป็นสัญลักษณ์แทนต้นหว้า ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชมพูทวีป มีบันทึกไว้ในหนังสือฎีกาพระมาลัยสูตร ความว่า ลักษณะของต้นธูปมีความยาวประมาณ 50 โยชน์ มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่ง แผ่ออกไปใน 4 ทิศทาง กว้างเป็นปริมณฑลได้ 100 โยชน์ หมายถึงพระพุทธศาสนานี้เป็นร่มเย็นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เปรียบว่าต้นธูปนี้ จุดแล้วย่อมส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรขจายไปยังทิศต่างๆ เป็นที่ชื่นใจแก่มนุษย์ทั้งปวงที่ได้สัมผัส เกิดปีติ และความสุขความเบิกบาน (เรื่องจาก : หนังสือหนีกรุงไปปรุงฝัน)

Aug 05

กิจกรรมทำบุญครบรอบวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ประจำปี 2559

mix3วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559 ถือเป็นวันมงคลอีกวันหนึ่งที่สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จัดกิจกรรมทำบุญ เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี วันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเริ่มก่อตั้งอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2539 และในวาระนี้ยังได้ถือโอกาสเปิดศูนย์บริการ IT Clinic  อย่างเป็นทางการด้วย โดยคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฯ ได้มาร่วมทำบุญ และให้เกียรติร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดงานโดยพร้อมเพรียงกัน และร่วมแสดงความยินดีในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีมาตรฐานสากลเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะตามวิสัยทัศน์ของสำนักคอมพิวเตอร์ต่อไป

Jul 14

กิจกรรมถวายเทียนเข้าพรรษาประจำปี 2559

mix1วันเข้าพรรษา ถือเป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่งที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือนตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือภาษาปากว่า จำพรรษา (“พรรษา” แปลว่า ฤดูฝน, “จำ” แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ทุกกรณี[1] การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

ดังนั้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 นี้ ผู้บริหาร และบุคลากรของสำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศจึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถวายเทียนและของบริวาณที่จำเป็นสำหรับพระสงฆ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงเข้าพรรษาประจำปี 2559 ณ.วัดวิมุตยาราม  เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองสืบไป

 

 

Apr 12

กิจกรรมวันสงกรานต์ 2559

mix2

ในช่วงเดือน เมษายน เช่นนี้ คนไทยทุกคนคงทราบดีว่าเป็นช่วงของ เทศกาลสงกรานต์  และมีช่วงวันหยุดยาวที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อทำบุญร่วมกันในครอบครัว ไหว้ผู้สูงอายุ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต และเล่นน้ำกันในสถานที่ต่างๆ นั้น พวกเราชาวสำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศจึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสรงน้ำพระ และรดน้ำผู้บริหาร ขึ้นในวันที่ 12 เมษายน 2559 เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติให้งอกงามในจิตใจของพวกเราสืบไป

ประวัติวันสงกรานต์

คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สํ-กรานต” ซึ่งแปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือย้ายขึ้น โดยมีนัยความหมายว่า การเข้าสู่ศักราชราศีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่นั้นเอง  โดยเทศกาลสงกรานต์ นั้นเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่และคนไทยสืบทอดกันมาแต่โบราณคู่กับประเพณีตรุษจีนกันเลยทีเดียว จึงได้มีการรวมเรียกกันว่า “ประเพณีตรุษสงกรานต์” ซึ่งแปลว่าการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นั้นเอง ซึ่งวันสงกรานต์ 2559 ในปีนี้ตรงกับวันวันพุธที่ 13 เมษายน 2559 จันทรคติ จะตรงกับ วันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนห้า (5) ปีวอก

วันมหาสงกรานต์

ในสมัยโบราณ คนไทยถือว่า วันขึ้น 1 ต่ำ เดือนอ้าย ซึ่งจะตรงในช่วงเดือน พฤศจิกายนหรือธันวาคม ให้เป็นวันขึ้นปีใหม่  แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนต่อมาในสมัยยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ. 2483 ได้เปลี่ยนวันปีใหม่ให้เป็นวันสากล คือ วันที่ 1 มกราคม  แต่ถึงอย่างไร คนโบราณก็ยังคงคุ้นเคยกับวันปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยร่วมด้วย

นางสงกรานต์ 2559

นางสงกรานต์ ในโบราณมีการกำหนดไว้ถึง 7 นางด้วยกัน ซึ่งแต่ละนางก็จะมีความหมาย คำทำนายที่แตกต่างกันออกไป โดยทั้ง 7 นางสงกานต์ จะประกอบไปด้วย

  1. นางทุงษะเทวี
  2. นางรากษเทวี
  3. นางโคราคเทวี
  4. นางกิริณีเทวี
  5. นางมณฑาเทวี
  6. นางกิมิทาเทวี
  7. นางมโหธรเทวี

สำหรับวันสงกรานต์ ปี 2559 นี้ นางสงกรานต์ ได้แก่ “มณฑาเทวี” โดย นางสงกรานต์นามว่า “มณฑาเทวี” ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตร (นอนลืมตา) มาเหนือหลังคัสพะ (ลา) เป็นพาหนะ

(ข้อมูลบางส่วนจาก : สกู๊ปเอ็มไทย)

 

Dec 24

กิจกรรมทำบุญขึ้นปีใหม่สำนักคอมฯ ประจำปี 2559

mix4เนื่องในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2559 สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศจึงได้จัดกิจกรรมทำบุญและงานเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างผู้บริหาร และบุคลากรภายในสำนักคอมฯ ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2558 ด้วยสโลแกนเก๋ๆ ที่แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่า “WE ARE ICIT “ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องเพื่อนร่วมงาน และเป็นเสมือนรางวัลให้ผ่อนคลายกายใจที่ได้ปฏิบัติภาระหน้าที่ร่วมกันมาด้วยดีตลอดทั้งปี ^_________^

Aug 07

กิจกรรมทำบุญครบรอบวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ประจำปี 2558

เนื่องด้วยวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เป็นวันครบรอบวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทางหน่วยงานจึงจัดให้มีพิธีกราบสักการะบูชาหลวงพ่อสิงห์ และอนุสาวรีย์สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พร้อมด้วยการทำบุญถวายภัตตราหารแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

ประวัติความเป็นมาของสำนักคอมพิวเตอร์ฯ

เนื่องจากความต้องการใช้คอมพิวเตอร์ และความจำเป็นในการมีหน่วยงานกลางให้บริการคอมพิวเตอร์สำหรับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในปี พ.ศ. 2526 สถาบัน จึงได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนางานคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อศึกษาความต้องการด้านคอมพิวเตอร์และจัดทำแผนการจัดหาคอมพิวเตอร์มาให้บริการแก่นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่

พ.ศ. 2527 – 2534 ได้รับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ จากรัฐบาลเยอรมัน มูลค่าประมาณ 8.4 ล้านบาท รวมทั้งดำเนินการจัดหาไมโครคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น เพื่อให้บริการแก่นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัย พร้อมทั้งได้รับความเห็นชอบให้จัดหาระบบมินิคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในงานบริหาร

พ.ศ. 2535 – 2538 ได้รับอนุมัติให้ติดตั้งระบบเครือข่ายสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ภายในอาคารทุกอาคารเข้าด้วยกันเป็น Campus Network และได้เริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณต้นปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า “ประดู่แดงเน็ต”  และได้รับความช่วยเหลือจาก NECTEC เพื่อร่วมโครงการเครือข่ายไทยสารและอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการสื่อสารระหว่างสถาบัน กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศและหน่วยงานต่างๆ ในระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนา ตลอดจนงานวิจัยต่างๆ มาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้าน CAD/CAM/CAE/CAI

พ.ศ. 2539 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทบวงมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2539 ให้ไว้ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2539 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 6 สิงหาคม 2539 ให้จัดตั้ง “สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ” ขึ้นในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อให้เป็นแหล่งในการให้บริการทางคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนแก่หน่วยงานภายในของสถาบัน  รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดเก็บ ปรับปรุง และรักษาข้อมูลสำหรับการบริหารและการเรียนการสอนของสถาบัน ตลอดจนฝึกอบรม วิจัย และให้บริการทางวิชาการด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นสำนักคอมพิวเตอร์ฯ จึงใช้วันที่ 7 สิงหาคม 2539 เป็นวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์ฯ

พ.ศ. 2548 ได้รับเงินสนับสนุนจากเงินงบประมาณ (งบกลาง) วงเงิน 6 ล้านบาท ทำการติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายให้ครอบคลุมอาคารทั่วทั้งสถาบัน เพื่อให้บริการนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ทั้งกรุงเทพมหานคร และวิทยาเขตปราจีนบุรี

พ.ศ. 2550  สถาบันได้รับการเปลี่ยนสถานภาพเป็น “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ” มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ

พ.ศ. 2551  ประกาศมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ว่าด้วยการจัดตั้งส่วนงานในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2551 ได้แบ่งหน่วยงานภายในสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ออกเป็น 4 หน่วยงาน

พ.ศ. 2555  ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนงานในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2555 ได้จัดตั้งฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาเขตปราจีนบุรี

พ.ศ. 2556  ได้รับรองมาตรฐานระบบจัดการคุณภาพ ISO9001:2008 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 จากบริษัท ยูไนเต็ด รีจิสตร้า ออฟ ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในขอบข่ายงาน 6 บริการ ได้แก่ การให้บริการพื้นที่จัดทำเว็บไซต์สำหรับหน่วยงาน  การให้บริการเครื่องแม่ข่ายเสมือน  การให้บริการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์  การให้บริการข้อมูล  การให้บริการห้องเรียนและห้องอบรม  และการให้บริการอบรม

พ.ศ. 2557  ได้รับรองมาตรฐานระบบจัดการคุณภาพ ISO9001:2008 เพิ่มเติมอีก 2 บริการ ได้แก่ การให้บริการรักษาความปลอดภัยเว็บไซต์ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบัน สำนักคอมพิวเตอร์ฯ มีการแบ่งหน่วยงานภายใน ออกเป็น 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย

  • สำนักงานผู้อำนวยการ
  • ฝ่ายบริการวิชาการและส่งเสริมการวิจัย
  • ฝ่ายพัฒนาระบบสารสนเทศ
  • ฝ่ายวิศวกรรมระบบเครือข่าย
  • ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาเขตปราจีนบุรี

สถานที่ตั้ง

สำนักคอมพิวเตอร์ฯ กรุงเทพมหานคร

ชั้น 3, 4 และ 5 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 1518 ถนนประชาราษฎร์ 1 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800

ชั้น 3 จัดพื้นที่สำหรับห้องบริการคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาโดยแบ่งเป็น ห้องบริการเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ห้อง ห้องบริการ Wireless จำนวน 1 ห้อง ห้องบริการสำหรับศึกษาด้วยตนเอง จำนวน 1 ห้อง

ชั้น 4 จัดพื้นที่สำหรับรองรับการเรียนการสอนด้านคอมพิวเตอร์  จำนวน 3 ห้อง และบริการคอมพิวเตอร์เพื่อการฝึกอบรมจำนวน 1 ห้อง อีกทั้งมีห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมระบบเครือข่าย และห้องควบคุมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ชั้น 5 จัดพื้นที่สำหรับห้องทำงานของฝ่ายบริหาร สำนักงานผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการวิชาการและส่งเสริมการวิจัย และฝ่ายพัฒนาระบบสารสนเทศ

สำนักคอมพิวเตอร์ฯ วิทยาเขตปราจีนบุรี

ชั้น 6 อาคารสิรินธร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี 129 หมู่ 21 ตำบลเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี 25230

ชั้น 6 จัดพื้นที่สำหรับรองรับการเรียนการสอนและการบริการกับนักศึกษา จำนวน 3 ห้อง และ
ห้องควบคุมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 ห้อง ห้องประชุมทางไกล จำนวน 1 ห้อง และห้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาเขตปราจีนบุรี จำนวน 1 ห้อง

Jul 23

กิจกรรมถวายเทียนเข้าพรรษาประจำปี 2558

IMG_6242เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จัดกิจกรรมถวายเทียนเข้าพรรษาพร้อมด้วยหลอดไฟฟ้าและเครื่องบริวารทั้งหลายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา ณ. วัดวิมุตยาราม ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

การถวายเทียนพรรษา โดยปกติจะกระทำขึ้นก่อนเทศกาลเข้าพรรษาแด่พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกปี คือก่อนวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือเดือน ๘ ที่สอง ในกรณีที่มีอธิกมาส พุทธศาสนิกชนก็จะพากันขวนขวายให้มีการถวายเทียนจำนำพรรษาแก่วัดในท้องถิ่นของตน เพื่อให้พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ เดือน สมัยก่อนเทียนพรรษามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะพระสงฆ์ต้องใช้จุดให้แสงสว่างในการศึกษาพระธรรมวินัย แต่ในปัจจุบันนั้นเทียนพรรษาอาจจะมีความสำคัญลดน้อยไป ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาได้เปลี่ยนมาถวายหลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย เป็นต้นแทน แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีการถวายเทียนพรรษากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามของชาวพุทธไม่ให้สูญหายไป

 

Apr 09

กิจกรรมวันสงกรานต์ 2558

 เพื่อเป็นการอนุลักษณ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศจึงได้จัดให้มีกิจกรรมวันสงกรานต์ประจำปี 2558 ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558 โดยมีการสรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมรดน้ำขอพรจากผู้บริหารโดยพร้อมเพรียงกัน

เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ

เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็น ถึงลักษณะของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน โดยใช้น้ำเป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธไมตรี ปัจจุบันสงกรานต์ตรงกับวันที่ ๑๓,๑๔,และ๑๕ เมษายนของทุกปี ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการต่อเนื่องกัน เพื่อให้ประชาชนที่ทำงานในต่างท้องที่ได้กลับไปยังถิ่นฐานของตน เพื่อร่วมทำบุญ เยี่ยมเยียนบุพการีและสนุกสนานกับครอบครัว เพื่อนฝูง

ความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ของไทย

ในสมัยโบราณ ไทยเราถือเอา วันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็น วันขึ้นปีใหม่ ซึ่งคนสมัยก่อนจะถือว่าฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว) เป็นการเริ่มต้นปี ซึ่งจะตกอยู่ราวปลายเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม ต่อมาก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการสังเกตธรรมชาติและฤดูการผลิต วันปีใหม่จึงเปลี่ยนเป็น วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ หรือประมาณเดือนเมษายน อันเป็นการนับปีใหม่ตามเกณฑ์จุลศักราชโดยถือเอาวันมหาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ครั้นในปี พ.ศ.๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดให้วันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่งเป็นการนับทางสุริยคติแทน จวบจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๘๓ รัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามก็ได้ประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ อันเป็นการนับปีใหม่แบบสากลนิยม ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมาเราจึงมีวันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม และใช้กันมาจนปัจจุบัน

สงกรานต์ปีใหม่แบบไทย

แม้เราจะนับวันที่ ๑ มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่แบบสากลนิยมตามที่กล่าวมาแต่ด้วยลักษณะพิเศษและกิจกรรมที่คนในชุมชนได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่โบราณไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทาน การอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ การสรงน้ำพระ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำ และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ ล้วนทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ยังถือประเพณีสงกรานต์เป็นปีใหม่แบบไทยๆ ที่เป็นเทศกาลแห่งความเอื้ออาทร เกื้อกูลผูกพันซึ่งกันและกัน

ความหมายของสงกรานต์

คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า “ก้าวขึ้น” หรือ “ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้าย” หมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งเข้าไปอีกราศีหนึ่ง เช่น เคลื่อนจากราศีพฤกษภไปสู่ราศีเมถุน ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นทุกเดือน เรียกว่าสงกรานต์เดือน ยกเว้นว่าเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดก็ตามก็จะเรียกชื่อเป็นพิเศษว่า “มหาสงกรานต์” อันหมายถึงการก้าวขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญ เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่ตามคติพราหมณ์

Dec 29

กิจกรรมทำบุญขึ้นปีใหม่สำนักฯ ประจำปี 2558

IMG_6172

ด้วยสำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มีนโยบายสนับสนุนด้านการทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม และเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย สำนักคอมพิวเตอร์ฯ จึงได้กำหนดจัดโครงการวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2558 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคลากรที่ได้ร่วมกันทำงานพัฒนา สำนักคอมพิวเตอร์ฯ มาด้วยดีตลอดปี 2557 และเพื่อให้บุคลากรของสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ได้มีโอกาสร่วมกันอวยพรปีใหม่ และพบปะพูดคุยเชื่อมความสัมพันธ์พบปะสังสรรค์ประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

Aug 07

กิจกรรมทำบุญครบรอบวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์ฯ

DSC_0198

เนื่องจากสำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มีการสนับสนุนด้านการทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ โดยจัดกิจกรรมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแด่บุคลากรตามแบบขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา สำนักคอมพิวเตอร์ฯ (7 สิงหาคม) และให้บุคลากรของสำนักคอมพิวเตอร์ฯ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และร่วมรับประทานอาหาร โดยพร้อมเพรียงกัน

Jul 10

กิจกรรมทำบุญถวายเทียนเนื่องในวันเข้าพรรษา

DSC_0058

การถวายเทียนพรรษา เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ  ในอดีตนั้นความเจริญทางเทคโนโลยีนั้นยังไม่มีให้เห็นเหมือนดังเช่นปัจจุบัน  การดำเนินชีวิตต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงสว่างก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และหมู่ดาวต่างๆ บน ท้องฟ้า  การหุงหาอาหารก็อาศัยเศษไม้ใบหญ้ามาเป็นเชื้อเพลิงประกอบการปรุงอาหารรับประทาน ในยามค่ำคืนก็ก่อหรือสุมไฟให้เกิดแสงสว่าง   เพื่อป้องกันสัตว์ร้าย   และใช้ควันไล่แมลงต่างๆ  เพื่อให้เกิดความอบอุ่นแก่คนและสัตว์ นอกจากนี้ก็เพื่อที่จะได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวก ไฟหรือเชื้อเพลิงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการดำเนินชีวิต ในอดีตยามค่ำคืนที่พระภิกษุสามเณรจะสวดมนต์หรือท่องตำรับตำรา ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากคบ ตะเกียง และเทียนไข ซึ่งสิ่งดังกล่าว ค่อนข้างที่จะหายาก ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรี่ยไร่ขี้ผึ้งจากผู้มีจิตศรัทธามาหล่อเป็นเทียนและนำไปถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาที่วัดนั้นๆ และก็มีความเชื่อว่าการถวายเทียนพรรษาเป็นการให้แสงสว่าง ซึ่งจะมีอานิสงค์ให้แก่ผู้ถวาย มีภูมิปัญญาที่เฉลียวฉลาด คิดสิ่งใดมีความแตกฉาน ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อันเนื่องมาจากได้ให้แสงสว่างแก่พระสงฆ์และน่าจะมีความสอดคล้องกับที่ว่า “แสงเทียนส่องทาง แสงธรรมส่องปัญญา”

เนื่องด้วยในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2557 ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษา             ตามประเพณี พุทธบัญญัติของพุทธศาสนา พระสงฆ์ต้องอธิษฐานอยู่จำพรรษาภายในวัดใดวัดหนึ่งตลอดระยะเวลา 3 เดือน และเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมายาวนาน ที่เรียกกันว่า การถวายเทียนพรรษา

สำนักคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสืบสานศิลปวัฒนธรรม จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย “ทำบุญถวายเทียนเนื่องในวันเข้าพรรษา” ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2557 ณ วัดวิมุตยาราม ถ.จรัญสนิทวงศ์ 98 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามและเป็นหนทางหนึ่งที่จะน้อมนำจิตใจของบุคคลให้เข้าถึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

Older posts «